วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เพลงนกเงือก




ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=bglWUYQIkA8

วงจรชีวิตของนกเงือก

วงจรชีวิตของนกเงือก อาจแบ่งง่ายๆ ออกได้เป็น 2 ช่วง ดังนี้
ฤดูผสมพันธุ์
ชีวิตรักของนกเงือกเริ่มต้นราวกลางเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ นกเงือกตัวผู้จะบินไปเสาะหาโพรงไม้ โดยมีนกเงือกตัวเมียบินติดตามไปดูด้วย นกเงือกตัวผู้จะคาบผลไม้แล้วพยายามป้อนให้นกเงือกตัวเมีย การเกี้ยวพาราสีลักษณะแบบนี้ มักจะพบเห็นในบริเวณใกล้ๆ กับต้นไทรหรือต้นไม้ที่นกเงือกจะใช้เป็นที่ทำรังและวางไข่
เมื่อนกเงือกตัวผู้ต้องการให้นกเงือกตัวเมียเข้าไปในโพรง มันจะเชิญชวนด้วยการบินเข้าไปเกาะปากโพรงแล้วยื่นจะงอยปากเข้าไปในโพรง บางครั้งก็ใช้ด้านข้างของจะงอยปากตีรัวเบาๆ กับผนังปากโพรงทั้ง2ข้างจากนั้นมันจะบินออกมาเกาะที่กิ่งไม้หากนกเงือกตัวเมียมีความพร้อมมันจะบินไปเกาะปากโพรงแล้วมุดหัวเข้าไปสำรวจดูภายในโพรงว่าข้างในมีสภาพเหมาะสมสำหรับใช้เป็นที่วางไข่และเลี้ยงลูกอ่อนหรือไม่เมื่อนกเงือกตัวเมียรับการเชิญชวน มันจะมุดเข้าไปในโพรงเพื่อทำความสะอาด แล้วเริ่มปิดปากโพรงเสียใหม่โดยใช้วัสดุเท่าที่จะหาได้ภายในโพรงผสมกับมูลของมันรวมทั้งอาหารที่มันสำรอกออกมา
เมื่อนกเงือกตัวเมียขังตัวเองอยู่ภายในโพรงเรียบร้อยแล้ว นกเงือกตัวผู้จะทำหน้าที่ดูแลอย่างดีน่ายกย่องสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง ในระยะแรกๆ ของการทำรังคือช่วงที่ตัวเมียฟักไข่อยู่นั้น นกเงือกตัวผู้จะป้อนอาหารไม่บ่อยนัก อาหารส่วนมากจะเป็นพวกผลไม้ และช่วงนี้เองที่นกเงือกตัวเมียจะผลัดขนใหม่โดยเฉพาะขนปีกครั้นลูกนกฟักออกจากไข่เป็นตัวแล้ว นกเงือกตัวผู้ต้องรับภาระหนักมากยิ่งขึ้นโดยพ่อนกจะนำอาหารมาป้อนตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งหลังพระอาทิตย์ตก การป้อนอาหารจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ ถึงประมาณวันละ 10 ครั้งหรือกว่านั้น อาหารที่พ่อนกนำมาป้อนมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผลไม้หรือสัตว์เมื่อลูกนกเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว พ่อนกและแม่นกยังคงหาอาหารมาป้อน และช่วยสอนให้ลูกนกบินร่อนไปในหมู่ไม้อีกประมาณ 5-6 เดือน หรือจนกว่าใกล้จะถึงฤดูทำรังใหม่ก็เป็นอันว่าลูกนกเจริญเติบโต สามารถหาอาหารและดูแลตัวเองได้

นอกฤดูผสมพันธุ์
หลังจากที่แม่และลูกนกเงือกออกจากโพรงแล้ว ระยะแรกของฤดูนี้มักเห็นนกเงือกอยู่กันเป็นครอบครัว พอถึงกลางฤดูฝน นกเงือกจะรวมฝูงกันมากขึ้นในช่วงที่รวมฝูงกันอยู่นั้น ทุกๆ เช้า ฝูงนกเงือกจะค่อยๆ ทยอยบินออกจากที่เกาะนอนไปยังแหล่งอาหาร จนกระทั่งตอนเย็น นกเงือกก็จะทยอยบินมาเกาะนอนรวมกันบนต้นไม้ในหุบเขาครั้นถึงกลางฤดูหนาวซึ่งใกล้ฤดูผสมพันธุ์ จำนวนของนกเงือกในฝูงก็จะเริ่มลดจำนวนลงเรื่อยๆ และเริ่มแยกเป็นคู่ๆ กลับไปยังโพรงเก่าหรือเสาะหาโพรงใหม่ เพื่อทำรังและวางไข่อีกครั้ง วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ปีแล้วปีเล่า


ที่มา http://www.wcd13phrae.com/wildlife10_16.htm

นกเงือกไทย

       นกเงือก”. มิใช่ว่ามีประโยชน์เป็นเพียงสิ่งที่ช่วยประดับโลกนี้ให้ดูสวยงามเท่านั้น แต่นกยังเป็นสัตว์มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์ในอีกหลายๆ ประการ ...
• กำจัดแมลงศัตรูพืช
• กำจัดวัชพืช
• ผสมเกสรดอกไม้ต่างๆ
• ช่วยแพร่กระจายเมล็ดพันธุ์ไม้
วิถีชีวิตของเขายังให้แง่คิดแก่สังคมมนุษย์ ในเรื่องของความซื่อสัตย์และภักดีต่อคู่ชีวิต ตลอดจนความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูครอบครัว และหน้าที่ต่อสังคม ที่เขาอาศัยอยู่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงวิถีชีวิตที่วิวัฒนาการเพื่อการอยู่รอด หากมนุษย์มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวของตนเฉกเช่นนกเงือกแล้ว ปัญหาสังคมหลายๆ ประการที่พบเห็นอยู่ในปัจจุบันก็คงลดน้อยลง
มีคำถามว่า “การอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตของมนุษย์มากน้อยเพียงใด”
ท่านยวาหระลาล เนห์รู นักปราชญ์ชาวอินเดีย ได้ให้แง่คิดที่ดีไว้ว่า “ถ้าสัตว์และนกที่สวยงามของเราไม่มีเหลือไว้ประดับโลกเสียแล้ว ชีวิตก็จะกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายและหมดสีสันลงทันที”นั่นก็คือ สัตว์ป่าทั้งหลายรวมทั้งนกย่อมมีส่วนช่วยจรรโลงสังคมมนุษย์ไม่วิถีทางใดก็ลักษณะสำคัญของนกเงือกนกเงือก หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Hornbill นั้น มีอยู่ด้วยกันถึง 54 ชนิดในโลก พบได้เฉพาะใน ป่าเขตร้อนของทวีปแอฟริกาและเอเชียเท่านั้น ใน ประเทศไทยมีนกเงือกอยู่ถึง 13 ชนิดนกเงือกมีหน้าตาออกจะโบราณ สีขนโดยทั่วไปมักมีสีดำ-ขาว ที่แปลกออกไปบ้างคือ สีน้ำตาลเทา ลำตัวของนกเงือกมีขนาดใหญ่จนถึงใหญ่มาก บางชนิดอาจมีขนาดตัวถึง 1.5 เมตร ความกว้างของปีกที่กางออกอาจถึง 2 เมตรนกพวกนี้มีลักษณะที่เด่น คือ มีปากยาวใหญ่และมี “โหนก” (casque) เหนือปาก หากมองเผินๆ เราอาจคิดว่านกเงือกคงจะต้องคอนโหนกที่ดูหนักอึ้งเกินความจำเป็น แต่โดยแท้จริงแล้วลักษณะของโหนกภายในนั้นเป็นโพรง
ที่มา http://www.wcd13phrae.com/wildlife10_16.htm

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

นกเงือก...นกที่ซื่อสัตย์ต่อคู่ชีวิต


    ได้มีโอกาสดูสารคดีเกี่ยวกับชีวิตนกเงือก  และได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของนกเงือกมาเยอะพอสมควร
เลยอยากจะเอามาเก็บไว้เป็นสาระน่ารู้ไว้ใน blog  และที่สำคัญตั้งใจจะใช้ชีวิตครอบครัว
ตามนกเงือก คือ เมื่อเลือกคู่ชีวิตแล้ว  จะซื่อสัตย์ต่อคู่  เหมือนที่นกเงือกต่างก็ซื่อสัตย์ต่อกัน
ลองมาอ่านดูนะว่า  นกเงือกน่าสนใจแค่ไหน.....   

 
  นกเงือกกรามช้าง หรือ นกกู๋กี๋  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aceros undulatus (บางตำราใช้ว่า Rhyticeros undulatus)  ชื่อชนิดมาจากรากศัทพ์ภาษาละติน คือ undulat หรือ uada แปลว่า คลื่น และ -tus เป็นคำลงท้าย ความหมายคือ "ปากและโหนกแข็งมีลวดลายคล้ายคลื่น" พบและจำแนกชนิด ได้ครั้งแรก ที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมีนกเงือกกรามช้าง 2 ชนิดย่อย คือ A. U. undulatus และ A. U. Ticehursti พบชนิดย่อยนี้ที่จังหวัด น่าน ประเทศไทยพบทั้งสองชนิดย่อย
นกเงือกกรามช้าง  มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "นกกู๋กี๋" เข้าใจว่าชื่อจะเพี้ยนมาจากสำเนียงภาษาปักษ์ใต้  ที่เรียกนกชนิดนี้ว่า "นกคู่คี่"  เพราะจากปากคำของชาวบ้านที่อธิบายถึงที่มาของชื่อนี้ว่า  นกชนดนี้บินไปทำรังเป็น คู่  แล้วกลับมา คี่  คือได้ลูกมา 1 ตัว ฟังดูก็นับว่าเข้าเค้า  แต่ชื่อนกเงือกกรามช้าง ก็ฟังดูเหมาะสมดี เพราะลักษณะของปากนกชนิดนี้ มีรอยหยักคล้ายกรามช้าง ยิ่งอายุมาก รอยหยักนี้จะปรากฎเด่นชัดขึ้น และ มีจำนวนหลายหยัก ด้วยกัน
รูปร่างลักษณะ  นกเงือกกรามช้าง หรือนกกู๋กี๋  เป็นนกขนาดใหญ่มาก  ความยาวจากปลายปากจดหาง นกตัวผู้ 100.5 - 115 ซม. นกตัวเมีย มีขนาดเล็ก กว่านกตัวผู้เล็กน้อย คือ 84 - 98 ซม. นกเงือกกรามช้างที่พบทางใต้ของประเทศไทยและคาบวมุทรมาลายู จะมีขนาดเล็กกว่า นกที่พบแพร่กระจายทางตอนเหนือของเขตแพร่กระจายพันธุ์
นกตัวผู้  ขนคลุมลำตัวเป็นสีดำ บริเวณด้านข้างของหัว คอ และ อก สีออกน้ำตาลปนขาว ขนหางสีขาว มีประจุดสีออกเหลือง ปนน้ำตาลเล็ก ๆ ประปราย ถุงใต้คางสีเหลืองมีแถบสีดำ ปาก สีงาช้าง หรือ ขาวอมเหลือง กลางปากเป็นสีเข้มและสีอ่อนลงจนเป็นสีอ่อนที่โคนปาก กลางกระหม่อม ลงที่ ถึงหลังคอ มีแถบสีน้ำตาลเข้ม โคนปากมีรอยหยักเป็นบั้ง ๆ ซึ่งมีลักษณ์ที่ทำให้มองดูคล้ายกรามของช้าง เป็นที่มาของชื่อนกเงือกชนิดนี้ ชนิดย่อย ticehursti  นกตัวผู้บริเวณกระหม่อมมีสีขาว หงอนขนสีน้ำตาลเข้ม วงรอบเบ้าตาสีแดง หน้าผาก ใบหน้า และ คอ สีขาว ถุงใต้คางสีเหลือง โหนกแข็งบนหัวมีขนาดเล็ก แต่มีรอยบั้งชัดเจนกว่าของนกตัวเมีย
นกตัวเมีย  หัว คอ และ อก สีดำ วงรอยเบ้าตาสีจางไม่ฉูดฉาด หน้าผาก กระหม่อม หงอนขน ใบหน้า และ คอ มีสีดำ โหนกแข็งเล็ก ถุงใต้คางมีสีฟ้า
ทั้งสองเพศคล้ายนกตัวผู้ที่เต็มวัย รอยบั้งที่โคนปากยังไม่ชัดเจน โหนกแข็งเล็กกว่าตัวที่เต็มวัย รอยขีดสีดำที่ถุงใต้คอ ยังไม่เข้มชัด
นิสัยประจำพันธุ์  มักพบอยู่เป็นฝูงขนาดเล็ก แต่ในบริเวณที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ อาจพบฝูงขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะพบเกาะนอนรวมกันจำนวนมาก ตามยอดไม้ในบริเวณที่ไม่ถูกรบกวน
พฤติกรรมการป้อนอาหารของนกเงือก เป็นเรื่องที่ประทับใจ อาจารย์พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้ศึกษาวิจัยนกเป็นอย่างมาก ท่านเล่าไว้ว่า พ่อนก จะป้อนให้จนถึงปากตัวเมีย ไม่มีการขยอกใส่เข้าในรัง แล้วปล่อยให้เก็บกินเองเด็ดขาด ตัวผู้ป้อน หรือ พยายามป้อนให้นกัวเย รับจากปาก ของมัน เพราะบางครั้งตัวเมียก็เล่นตัวไม่ยอมรับ หรือ รับอย่างเสียไม่ได้ แล้วโยนทิ้งออกมาต่อหน้าต่อตา ซึ่งนกตัวผู้จะมองตามอย่างเสียดาย ถ้าเป็นแมลงจะสังเกต เห็นว่า พ่อนกจะไล่ตามเก็บมาป้อนอีก  บางครั้งพ่อนกต้องล่อหลอกป้อนผลไม้บ้าง จึงอาจกล่าวได้ว่า นกตัวเมีย มีส่วนในการกำหนดรายการอาหารอยู่เหมือนกัน นอกจากหาอาหารมาป้อนแล้ว พ่อนกทุกตัวยังมีหน้าดูแลทำความสะอาดปากโพรงอยู่เสมอ ถึงแม้ว่านกเงือกจะมีนิสีย ถ่ายมูลออกนอกโพรง แต่ถ้าลูกนกยังเล็ก จนไม่สามารถถ่ายมูลให้พ้นจากโพรงได้ แม่นกก็ต้องคอยเขี่ยทิ้งบ้าง ถ้ายังติดอยู่ที่ส่วนล่างของปากโพรง พ่อนกจะทำหน้าที่เป็น "ผู้พิทักษ์ความสะอาก " ต่อ
ภาระอันหนักอึ้งในแต่ละวันของพ่อนกเงือก จะสิ้นสุดลงเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน  ซึ่งบางครั้งอาจเลยไปถึง อาจเลยไปถึงเกือบ 19.00 น.  ต่อจากนั้นพ่อนกก็จะบินไปหาที่นอน ซึ่งอาจอยู่ใกล้แหล่งอาหารแหล่งใดแหล่งหนึ่ง เพื่อที่ว่าในเมื้อแรก ของวันรุ่งขึ้น จะได้ไม่เสียเวลาเสาะหา มากนัก
เมื่อย่างเข้าฤดูฝน ในราว ปลายเดือนพฤษภาคม หรือ ต้นมิถุนายน จะเป็นช่วงที่ภาระของพ่อนกใกล้สิ้นสุดลง นั้นคือแม่และลูก  ซึ่งโตจะออกมา สู่โลกภายนอก ได้พากันออกจากโพรง ซึ่งระยะเวลาหลังจากนี้ไปเรียกว่า เป็น ช่วงนอกฤดูทำรัง  ที่ทั้งพ่อและแม่นกจะช่วยกันเลี้ยงลูก ซึ่งจะยังคงอยู่กับพ่อแม่ ไปจนถึงฤดูทำรังของปีต่อไป ใกล้เข้ามา   เป็นวัฎจักรวนเวียนอยู่เช่นนี้
                   ในช่วงนอกฤดูทำรัง นกเงือกมักรวมฝูงกันใหญ่บ้างเล็กบ้าง แล้วแต่ชนิด  คำว่า " รวมฝูง " หมายถึง ครอบครัวหลายๆครอบครัวมารวมกัน  แล้วพากัน ไปหากินยังที่ใดที่หนึ่ง  ตกเย็นก็มานอนรวมกัน  ตามหุบเขาในป่าลึก หรือตามชายป่า แล้วแต่ชนิด ในบรรดานกเงือก 4 ชนิด นกกู๋กี๋ จะรวมฝูงเป็นจำนวน มากที่สุด และ มักนอนตามหุบเขาในป่าลึก  พอเช้าตรู่ก็จะพากันออกไปหากินเป็นฝูงใหญ่
    เมื่อนักดูนกพบแหล่งที่นอนของนกกู๋กี๋ แล้ว ช่วงที่ตื่นเต้นที่สุดเห็นจะได้แก่ ช่วงเวลาที่เราคอยดู และ นับนกที่บินผ่านเราในหุบเบื้องล่างนั้น  เพราะ เป็นภาพที่น่าดูยิ่ง  ราวกับลำน้ำที่ไหลคดเคี้ยว  ไประหว่างขุนเขาทะมึนที่ขนาบอยู่สองข้าง  ปีที่อาจารย์พิไล พูลสวัสดิ์  สามารถนับจำนวนนกกู๋กี๋ หรือ นกเงือกกรามช้าง ได้มากที่สุด  เมื่อทำงานวิจัยที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  ก็คือปี 2527 ซึ่งนับได้ถึงกว่า 1,000 ตัว   เวลาที่ผู้เฝ้าดูอยู่ภายในหุบแล้ว ฝูงนกกู่กี๋บินผ่านศรีษะ  เสียงปีกที่แหวกอากาศ  ของนกเป็นสิบเป็นร้อยนั้น  จะดังราวกับพายุทีเดียว เนื่องจากนกเงือก ไม่มีขนคลุมด้านใต้ของ ปีก  จึงทำให้อากาศผ่านช่วงล่างระหว่างโคนขนปีกได้ และ เกิดเสียงดังมาก
 นกกู่กี๋  เป็นนกเงือกที่บินแข็งที่สุด  มันสามารถบินโดยตีปีกติดต่อกัน  จากเขาลูกหนึ่ง ไปยังเขาอีกลูกหนึ่ง  ที่ห่างกันอย่างน้อย  1 กม. ได้โดยไม่ต้อง หยุดพัก  ซึ่งต่างจากนกกก นกแก๊ก และ นกเงือกสีน้ำตาล  ที่จะตีปีกได้เพียง 4 - 5  ครั้ง  แล้วร่อนไปเป็นระยะๆ  ทั้งยังต้องหยุดพักตามต้นไม้ด้วย
   แหล่งอาศัยหากิน  พบตามป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น  ป่าดงดิบเขา และ ป่าชายเลน  ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนถึงระดับความสูง 1,830  เมตร จากระดับน้ำทะเล  นอกจากนี้ยังพบตามป่า บนเกาะ ในทะเล  ที่ไม่ห่างจากฝั่งแผ่นดินใหญ่มากนักด้วย  หรือ บินมาหาอาหารที่ฝั่งแผ่นดินใหญ่  แล้วกลับ ไปนอนบนต้นไม้ในป่าบนเกาะ

ที่มา  http://withmylove.exteen.com/20080506/entry

นกเงือกหัวหงอก


นกเงือกหัวหงอก
White-crowned Hornbill(White-crested Hornbill) 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Berenicornis comatus 
--------------------------------------------------------------------------------
                                           ลักษณะทั่วไป
     นกเงือกหัวหงอกมีขนาดความยาวลำตัวประมาณ 90 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะไม่เหมือนกัน ส่วนหัว คอ หน้าอก และปลายปีกของตัวผู้มีสีขาว นอกนั้นมีสีดำ ส่วนตัวเมียมีคอและตัวสีดำ ปากมีขนาดใหญ่สีเทาดำ ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีหงอนขนเป็นสีขาว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบสุมาตรา บอร์เนียว มาเลเซีย เวียดนาม เทือกเขาตะนาวศรี สำหรับในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคใต้ และบางแห่งของภาคตะวันตก เช่นอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
     อาหารได้แก่ สัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดเล็ก เช่น งู จิ้งเหลน กิ้งก่า รวมถึงผลไม้ชนิดต่าง ๆ ด้วย เช่น ผลไม้ ลูกไม้


พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ ชอบส่งเสียงร้องดังอยู่เสมอ อาศัยตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ระดับเชิงเขาจนกระทั่งความสูง 600 เมตรจากระดับน้ำทะเลหรือสูงกว่า
     พฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกเงือกหัวหงอก เป็นลักษณะเดียวกับนกเงือกชนิดอื่น โดยตลอดชีวิตจะไม่มีการเปลี่ยนคู่เลย ตัวเมียจะวางไข่ในโพรงไม้ ตัวผู้เป็นฝ่ายหาอาหารมาป้อนแม่นกและลูกนก


สถานภาพปัจจุบัน    
     ปัจจุบันมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

                                                                      สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

นกเงือกในไทย

 นกเงือก



นกเงือก เป็นนกขนาดใหญ่ ส่วนมากมักจะมีขนสีดำสลับขาว ทั่วโลกมี 55 ชนิด  มีการแพร่กระจายอยู่ในแถบเขตร้อน ของทวีปอัฟริกา และเอเชีย

นกเงือกเป็นนกผัวเดียวเมียเดียว มีลักษณะการทำรังที่แปลกจากนกอื่น คือ เมื่อถึงฤดูกาลทำรัง นกคู่ผัวเมียจะพากันหารัง ซึ่งได้แก่ โพรงไม้ตามต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นยาง ที่อยู่ในที่ลับตา เมื่อตัวเมียเข้าไปอยู่ในโพรง จะทำความสะอาดแล้วเริ่มปิดปากโพรง ด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น ดิน เปลือกไม้ ตัวเมียจะขัง ตัวอยู่ภายในเพื่อออกไข่เลี้ยงลูก




ประเทศไทยมีนกเงือก 13 ชนิด ซึ่งในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งมีอาณาเขตส่วนหนึ่งอยู่ใน จังหวัดนครราชสีมา มี 4 ชนิด ได้แก่ นกกก หรือ นกกะวะหรือ นกกาฮัง นกเงือกสีน้ำตาล นกเงือกกรามช้าง หรือ นกกู่กี๋ และ นกแก๊ก หรือนกแกง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา พบ 9 ใน 12 ชนิดของนกเงือกที่พบในไทย ได้แก่ นกเงืกปากย่น นกเงือกชนหิน นกแก๊ก นกกก นกเงือกหัวหงอก นกเงือกปากดำ นกเงือกหัวแรด นกเงือกดำ นกเงือกกรามช้าง 




รายชื่อนกเงือกที่พบในประเทศไทยนกกก หรือ นกกะวะ หรือ นกกาฮัง Great Hornbill, Buceros bicornis

นกเงือกหัวแรด Rhinoceros Hornbill, Buceros rhinoceros
นกเงือกหัวหงอก White-crowned Hornbill, Berenicornis comatus
นกชนหิน Helmeted Hornbill, Rhinoplax vigil
นกแก๊ก หรือ นกแกง Oriental Pied Hornbill, Anthracoceros albirostris
นกเงือกดำ Black Hornbill, Anthracoceros malayanus
นกเงือกคอแดง Rufous-necked Hornbill, Aceros nipalensis
นกเงือกสีน้ำตาลคอขาว Austen's Brown Hornbill, Anorrhinus austeni
นกเงือกสีน้ำตาล Tickell's Brown Hornbill, Anorrhinus tickelli
นกเงือกปากดำ Bushy-crested Hornbill Anorrhinus galeritus
นกเงือกปากย่น Wrinkled Hornbill, Aceros corrugatus
นกเงือกกรามช้าง หรือนกกู่กี๋ Wreathed Hornbill, Rhyticeros undulatus
นกเงือกกรามช้างปากเรียบ Plain-pouched Hornbill, Rhyticeros subruficollis

นกเงือกหัวแรด



นกเงือกหัวแรด

Rhinoceros Hornbill
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Buceros rhinoceros

ลักษณะทั่วไป
เป็นนกเงือกที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีความยาวลำตัวประมาณ 120 เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อย โดยตัวเมียมีขนาดลำตัวเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย มีโหนกบริเวณหูและตาซีดกว่าตัวผู้ นอกนั้นมีความคล้ายคลึงกันมาก ขนบนปีกและตัวสีดำ ท้องและหางมีสีขาวและมีแถบสีดำพาดตามขวางตรงใกล้ปลายหาง คล้ายกับนกกาฮัง โหนกบริเวณเหนือปากเป็นรูปโค้งขึ้นทางด้านบน ตรงโคนโหนกมีสีแดงบริเวณตอนหน้าของส่วนที่โค้งขึ้นทางด้านบน



ถิ่นอาศัย, อาหาร
พบในมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยพบเฉพาะทางภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดสงขลาลงไป
อาหารได้แก่ งู จิ้งเหลน กิ้งก่า ผลไม้ ลูกไม้ สัตว์เล็กๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบในระดับความสูงไม่เกิน 4,000 ฟุต หรือ 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล มักเกาะบนกิ่งไม้สูง
พฤติกรรมการผสมพันธุ์ของนกเงือกหัวแรดเหมือนกับนกเงือกอื่น ๆ โดยทำรังไข่อยู่ตามโพรงไม้ ตัวผู้จะเป็นฝ่ายหาอาหารมาเลี้ยงแม่นกและลูกนก

สถานภาพปัจจุบัน
ปัจจุบันมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

Credit : wikipedia